การที่มนุษย์ทั้งหลายจะต้องไปเกิดเป็นเปรต มีชีวิตอยู่ในอบายภูมิหลังจากละโลก ก็เพราะมีเหตุปัจจัยคือ อกุศลกรรมบถ อันเป็นความชั่วทางกาย วาจา ใจ ซึ่งเป็นปฏิปทาให้ไปสู่อบายภูมิ
กายกรรม (3)
- ฆ่าสัตว์
- ลักทรัพย์
- ประพฤติผิดในกาม
วจีกรรม (4)
- พูดเท็จ
- พูดส่อเสียด
- พูดคำหยาบ
- พูดเพ้อเจ้อ
มโนกรรม (3)
- โลภอยากได้ของผู้อื่น
- พยาบาทปองร้าย
- มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม
เมื่อผู้ใดประพฤติอกุศลกรรมบถเหล่านี้ ย่อมถือว่าเดินตามปฏิปทาที่มุ่งสู่โลกเปรต หากบาปแรงนำไปสู่นิรยภูมิ (นรก) ก่อน ก็ต้องเสวยวิบากในนรกจนสิ้นกรรม แล้วจึงไปเกิดเป็นเปรตต่อไป
อบายมุข ๖
เป็นหลักคำสอนที่จัดอยู่ในสมุทัย (ธรรมที่ควรละ) หมายถึง หนทางหรือช่องทางแห่งความเสื่อมและความพินาศของทรัพย์สมบัติและตนเอง พระพุทธศาสนาได้แสดงหนทางแห่งความเสื่อมและความพินาศไว้ 6 ประการ เรียกว่า อบายมุข ๖ ได้แก่1. การดื่มน้ำเมา การดื่มน้ำเมา แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การดื่มน้ำเมาที่หมักโดยยังไม่กลั่น ได้แก่ เบียร์ ไวน์ เป็นต้น และการดื่มน้ำเมาที่กลั่นแล้ว ได้แก่ สุรา และยังหมายรวมถึงการเสพสารเสพติดอื่นๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เฮโรอีน เป็นต้น
1.1 ติดน้ำเมา ติดสารเสพติด เพราะสารที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ออกฤทธิ์ให้ร่างกายเกิดการเสพติด หรืออยากที่จะดื่มหรือเสพอีกครั้ง
1.2 ขาดปัญญา ขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นำไปสู่การทะเลาะวิวาท เพราะฤทธิ์ของสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหลายด้น อาทิ กดประสาท กระตุ้นประสาท หลอนประสาท เป็นต้น
1.3 เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคตับ โรคประสาทหลอน เพราะสารในสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย
1.4 ผู้อื่นรังเกียจ และนินทา เพราะเมื่อเมาเป็นนิจมักแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจทำให้คนอื่นติฉินนินทาในภายหลัง
1.5 เสียการงาน เพราะเมื่อเมาแล้วจะไม่มีสติหรือไม่มีสมาธิในการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป ฯลฯ
2. การเที่ยวกลางคืน การเที่ยวกลางคืน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การออกนอกบ้านในยามวิกาลในแหล่งบันเทิงเพื่อสนองต่อความสุขทางกาย และทางใจ อาทิ ร้านคารโอเกะ ร้านเหล้า ร้านเบียร์ เป็นต้น
โทษการเที่ยวกลางคืน
2.1 หลงใหลการเที่ยวเล่นยามราตรี เพราะการบันเทิงต่างๆในยามราตรีมักยั่วยวนจิตใจให้ลุ่มหลงเป็นนิจ
2.2 ไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆเสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการออกเที่ยวกลางคืนมักต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าบริการ และจ่ายทรัพย์ไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆ
2.3 มักพบคนพาล และมักถูกหลอกลวง เพราะแหล่งเที่ยวกลางคืนมักมีคนพาล คนไม่ดีรายล้อม จึงมีโอกาสต้องพบปะ และสนทนาให้คุ้นเคย ส่วนสิ่งที่จะตมมา คือ โอกาสการถูกหลอกเพื่อหวังตัณหาในเรือนร่าง ในทรัพย์สิน เป็นต้น
2.4 มักเกิดการทะเลาะวิวท เกิดศัตรูได้ง่ย เพราะกรเที่ยวกลางคืนมักไปเป็นกลุ่ม มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เสพสิ่งมึนเมา และพร้อมที่จะขัดแย้งกับคนอื่นหรือกลุ่มอื่นได้ง่าย
2.5 มักประพฤติผิดในกาม ล่วงในกามได้ง่ย เพราะกรเที่ยวกลางคืนย่อมอยู่ห่างไกลจากครอบครัว สามีหรือภรรยา หากถูกยั่วยุด้วยตัณหาทางกามารมณ์แล้วมักนำพาไปสู่การล่วงในกามได้ง่าย
3. การเที่ยวดูการละเล่น การเที่ยวดูการละเล่น แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การเที่ยวออกดูการแสดง การบันเทิงต่างๆ ทั้งในเวลากลางวัน และยามวิกาล อบายมุขในข้อนี้ มิได้ห้ามมีให้เที่ยวดูเลย แต่พึงให้เที่ยวดูตามกิจที่เหมาะสม เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ตนบนพื้นฐานแห่งศีลธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันตนมิให้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับอบายมุขในข้ออื่นๆ
โทษการเที่ยวดูการละเล่น
1. หลงใหลในการละเล่น เพราะการละเล่นเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย
2. เสียทรัพย์ เสียต่ใช้จ่าย เพราะการชมการละเล่นมักต้องเสียทรัพย์แลกมาก่อน หรือต้องเสียทรัพย์เพื่อการอื่น เพราะตนเดินทาง เพราะตนเข้ชม เพราะตนเกิดความหิว เป็นต้น
3. มักเจอคนพาล มักมีผู้อื่นมาหลอกลวง เพราะผู้ที่เข้าชมการละเล่นบางคนที่หวังในทรัพย์ หรือประโยชน์อื่นจากผู้คนชมมักแฝงตัวเข้ามาชมด้วย
4. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ชอบไปโน่นไปนี่เพื่อชมการละเล่น โดยไม่ทำกิจอันสำคัญของตนมักทำให้กิจของตนเสื่อม หรือมีความเสียหายจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกล่าวติเตียน กล่าวนินทาในภายหลัง ฯลฯ
4. การเป็นนักเลงการพนัน หมายถึง การชอบเล่นการพนันขันต่อมีได้เสีย เช่น เล่นไพ่ เล่นหวยทั้งแบบที่ผิดกฎหมายและแบบถูกกฎหมาย พนันบอล จนถึงขั้นที่เรียกว่า ผีพนันเข้สิง การเป็นนักเลงการพนันมีโทษดังนี้
4.1 เป็นหนทางของการก่อเวรซึ่งกันและกัน
4.2 ทำให้เสียทรัพย์สิน
4.3 ไม่มีใครไว้วางใจ
4.4 ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
4.5 ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย
4.6 ทำให้เป็นคนลุ่มหลง เล่นแล้วไม่หยุด
5. การเกียจคร้านทำการงาน หมายถึง การไม่ขยันทำงานตามเวลาและหน้าที่รับผิดชอบ ปล่อยการงานให้คั่งค้างเหมือน ดินพอกหางหมู คนเกียจคร้านการงาน ได้ชื่อว่าเป็น คนไม่เอาไหน จะได้รับโทษดังนี้
5.1 หาความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้
5.2 ย่อมเสียประโยชน์ของตนไปอย่างน่าเสียดาย
5.3 ทรัพย์สินเงินทองใหม่ก็ไม่เกิด ที่มีอยู่ก็มีแต่จะหมดไป
5.4 เป็นคนที่หมดค่าของความเป็นคน ทั้งนี้เพราะ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
6. การคบคนชั่วเป็นมิตร หมายถึง การคบคนชั่วหรือคนพาลเป็นมิตร แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การยอมรับในความเป็นมิตรจากบุคคลอื่นที่ตนอาจแยกแยะได้หรือแยกแยะไม่ได้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร คนชั่วหรือคนพาลในที่นี้ ได้แก่ คนพาลการพนัน คนพาลนักเลงต่อยตี คนพาลฉ้อโกงหลอกลวง คนพาลเจ้าชู้ และคนพาลขี้เมา เป็นต้น
6.1 ปลูกฝังความชั่วในตน เป็นนักเลงในทุกด้น เพราะเมื่อยอมรับเป็นมิตรในคนพาลแล้วย่อมที่จะได้รับการเรียนรู้ การฝึกฝนในวิถีแห่งคนพาล จนนำมาประพฤติเป็นกิจของตนได้ง่าย
6.2 วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เพราะเมื่อเป็นเช่นคนพาลแล้วย่อมกระทำเช่นคนพาลจนนำมาสู่ความเสื่อมเสียในวงศ์ตระกูล
6.3 ครอบครัวแตกแยก เพราะคนพาลมักไม่เป็นที่ชื่นชมของคนอื่นในครอบครัว หรือหากนำวิถีแห่งคนพาลมาใช้ในครอบครัว ก็ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งต่อผู้อื่นได้ง่าย
6.4 ถูกหลอกลวงได้ง่าย เมื่อยอมรับในมิตรของคนพาลแล้ว ย่อมต้องพบปะให้เกิดความคุ้นเคย คนพาลเหล่านั้นอาจหวังหลอกลวงในทรัพย์ หรือประโยชน์จากเราเฉกเช่นคนพาลทั่วไป
6.5 ผู้คนนินทา ไม่มีผู้คบหา เพราะเมื่อดบคนพาลหรือนำวิธีแห่งคนพาลมาประพฤติแล้วมักทำให้ผู้อื่นรังเกียจไม่กล้าคบหา
เมื่อใดบุคคลรู้ชัดซึ่งอายตนะ 6 เหตุเกิด ความดับ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอายตนะ 6 เมื่อนั้นชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรง ย่อมละอนุสัยกิเลส ยังวิชชาให้เกิด และกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้
(1) อายตนะ 6
อายตนะ 6 คือ อายตนะภายในหรือรูปภายในของสฬายตนะ ได้แก่:
- จักษุ (ตา)
- โสต (หู)
- ฆานะ (จมูก)
- ชิวหา (ลิ้น)
- กาย
- มนะ (ใจ)
เมื่อใดบุคคลรู้ชัดอายตนะ 6 เหตุเกิด ความดับ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับอายตนะ 6 บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ
เหตุเกิด–ความดับ–ปฏิปทา
- เหตุเกิด: อาศัย “นามรูป” เป็นเหตุให้เกิด
- ความดับ: เพราะ “นามรูปดับ”
- ปฏิปทา: อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ สมาธิชอบ
เมื่อรู้ชัดดังนี้ ย่อมละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัยและมานานุสัย ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด
(2) อินทรีย์ 5
อินทรีย์ 5 ได้แก่:
- จักขุนทรีย์ (ตา)
- โสตินทรีย์ (หู)
- ฆานินทรีย์ (จมูก)
- ชิวหินทรีย์ (ลิ้น)
- กายินทรีย์ (กาย)
อินทรีย์เหล่านี้มีวิสัยและโคจรต่างกัน ไม่รับรู้วิสัยของกันและกัน มี “ใจ” เป็นที่อาศัย ใจย่อมรับรู้วิสัยของอินทรีย์เหล่านั้น อินทรีย์ 5 นี้อาศัย “ชีวิตินทรีย์” ตั้งอยู่
(3) ความดับแห่งอายตนะ 6
- จักษุดับ ณ ที่ใด รูปสัญญาก็ดับ ณ ที่นั้น
- โสตดับ ณ ที่ใด สัททสัญญาก็ดับ ณ ที่นั้น
- ฆานะดับ ณ ที่ใด คันธสัญญาก็ดับ ณ ที่นั้น
- ชิวหาดับ ณ ที่ใด รสสัญญาก็ดับ ณ ที่นั้น
- กายดับ ณ ที่ใด โผฏฐัพพสัญญาก็ดับ ณ ที่นั้น
- ใจดับ ณ ที่ใด ธรรมสัญญาก็ดับ ณ ที่นั้น
(4) ส่วนประกอบแห่งวิญญาณ เมื่ออายตนะภายใน–ภายนอกกระทบกัน
เงื่อนไขการเกิด “ส่วนประกอบแห่งวิญญาณ” มี 3 ระดับ:
- ไม่มีสิ่งภายนอกมาสู่ภายใน: แม้มีอายตนะภายใน แต่เมื่อรูป/เสียง/กลิ่น/รส/โผฏฐัพพะ/ธรรมารมณ์ภายนอกไม่มากระทบ การกำหนดรู้ย่อมไม่เกิด วิญญาณจึงเกิดไม่ได้
- มีภายนอกเข้ามา แต่ไม่กำหนดรู้: วิญญาณยังเกิดไม่ได้
- มีภายใน + ภายนอก + การกำหนดรู้: จึงเกิดส่วนประกอบแห่งวิญญาณจากการกระทบกัน
(5) ภิกษุผู้มีใจชุ่มด้วยกาม vs ไม่ชุ่มด้วยกาม
ผู้มีใจชุ่มด้วยกาม
- เห็นรูปด้วยตา น้อมใจไปในรูปน่ารัก ขัดเคืองในรูปไม่น่ารัก
- ฟังเสียงด้วยหู น้อมใจไปในเสียงน่ารัก ขัดเคืองในเสียงไม่น่ารัก
- ดมกลิ่นด้วยจมูก… ลิ้มรสด้วยลิ้น… ถูกต้องด้วยกาย… รู้แจ้งด้วยใจ—น้อมใจไปในอารมณ์น่ารัก ขัดเคืองในอารมณ์ไม่น่ารัก
เป็นผู้ไม่ตั้งกายคตาสติ ใจมีประมาณน้อย ไม่รู้ชัดเจโตวิมุติ–ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับอกุศลธรรม จึงถูกรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ครอบงำ กลายเป็นเหตุให้บาปธรรมเจริญ มีทุกข์เป็นวิบาก
ผู้มีใจไม่ชุ่มด้วยกาม
- เห็น–ฟัง–ดม–ลิ้ม–ถูกต้อง–รู้แจ้ง แต่ไม่โน้มไปในอันน่ารัก ไม่ขัดเคืองในอันไม่น่ารัก
เป็นผู้ตั้งกายคตาสติ ใจหาประมาณมิได้ รู้ชัดเจโตวิมุติ–ปัญญาวิมุติ ครอบงำอารมณ์ต่าง ๆ ได้ อารมณ์เหล่านั้นจึงไม่ครอบงำตน
(6) “เครื่องเกาะเกี่ยว” แท้จริงคือความพอใจรักใคร่
ตาไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่ใช่เครื่องเกาะเกี่ยวของตา แต่ “ความพอใจรักใคร่” ที่อาศัยทั้งสอง จึงเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว เช่นเดียวกันกับ หู–เสียง จมูก–กลิ่น ลิ้น–รส กาย–โผฏฐัพพะ ใจ–ธรรมารมณ์
พระผู้มีพระภาคทรงมีพระเนตร พระโสต พระนาสิก พระชิวหา พระกาย และพระมนัส ทรงเห็น ฟัง สูดกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง และรู้แจ้ง แต่ไม่มีความพอใจรักใคร่ จิตทรงหลุดพ้นดีแล้ว
สรุปสาระสำคัญ
- รู้ชัดอายตนะ 6 พร้อมเหตุเกิด–ความดับ–ปฏิปทา = ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ
- อินทรีย์ 5 ต่างวิสัย มีใจเป็นที่อาศัย อิงชีวิตินทรีย์ตั้งอยู่
- วิญญาณเกิดเมื่อ ภายใน–ภายนอกกระทบกัน พร้อมการกำหนดรู้
- ตั้งสติ ครอบงำอารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ คือทางพ้นจากอกุศล
- สิ่งที่ “เกาะเกี่ยว” ไม่ใช่อายตนะเอง แต่คือ “ความพอใจรักใคร่” ที่เราพึงรู้เท่าทัน















